การเดินทางของหอยทาก : ตอน กาลครั้งหนึ่งบนดอยสูง [ป่าสน-ปาย-ปางอุ๋ง]
posted on 13 Mar 2008 21:34 by bambusa in travelปกติแล้วจะไปเที่ยวกันตอนปีใหม่ทุกปีค่ะ ไปกับพี่ชายตัวอ้วน แล้วก็เดอะแก็งค์ แต่ปีนี้เป็นการเดินทางไปเหนืออีกครั้งแบบไม่ทันได้ตั้งตัวเท่าไร ไม่รู้ว่าจะได้ไปที่ไหนบ้าง เนื่องด้วยเจ้าของทริปนี้ (พี่ชายเราเอง) บอกแต่ว่าไปแม่ฮ่องสอน สนุก หนาว เท่าที่รู้มีเท่านี้ หน้าที่ของเราคือเคลียงาน นัดเพื่อน
เราเริ่มออกเดินทางกันตอนประมาณ บ่ายๆค่ะ แวะกินข้าวตามทางไปเรื่อยตามประสา ออกจากกรุงเทพมาเรื่อยๆ ลาแล้วบางกอก แสงสี ความวุ่นวาย การแก่งแย่ง มุ่งหน้าหาดอยสูง เราออกเดินทางกันมาเรื่อยๆค่ะ ขับไม่เร็วมากนัก (เนื่องจากหนัก) รู้ตัวอีกที ตีสองแล้วแต่ยังไปไม่ถึงที่หมายเลย สรุปได้ความกันว่าจะนอนพักที่อุทยานใกล้ๆ ที่เชียงใหม่นี่แหละ ขอโทษทีค่ะที่จำชื่ออุทยานไม่ได้ เพราะพอประมาณตีห้าครึ่งเราก็ออกเดินทางกันอีกครั้ง แวะกินข้าวกันที่กาดต้นพยอมแล้วเดินทางต่อค่ะ แว่วๆจากคนขับว่าจะไป “ป่าสนวัดจันทร์”
“โครงการหลวงบ้านวัดจันทร์ หรือ หมู่บ้านวัดจันทร์” ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่หมู่บ้านเด่น ตำบลบ้านจันทร์ อ. แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เส้นทางการเดินทางสู่ป่าสนวัดจันทร์ ด้วยความที่ถนนนั้นเป็นดินแดงไม่ลาดยาง ขอบอกว่าถ้าอยากไปก็ต้องกระบะเครื่องแรงๆ ไม่งั้นจอดแน่ๆ เราขับรถออกมาจากตัวเมืองเชียงใหม่พร้อมกับข้าวกับปลาที่เตรียมไว้สำหรับการข้างแรม
ออกเดินทางมาเรื่อยๆ ในที่สุดก็ “เจอแล้ว” แต่ไม่ใช่ บ้านวัดจันทร์ ค่ะ เป็นต้นสากุระต้นใหญ่ เราลงไปถ่ายรูปกันอยู่สักพัก ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านพักค่ะ พร้อมกับความสงสารเค้าเลยบอกว่า ถ้าอยากได้รูปสากุระสวยๆ ให้ไปที่บ้านพักของกรมป่าไม้ค่ะ เค้าบอกว่ามีเป็นดงเลย
คุยไปคุยมาได้ความว่า ชายหนุ่มผู้นี้เป็นอาจารย์อยู่ที่โรงเรียนบ้านดงสามหมื่นเนี่ยแหละคะ เค้าบอกว่า “ทำงานได้เงินน้อย...แต่ภูมิใจ” ด้วยความใจดีของอาจารย์ เค้าขับมอเตอร์ไซค์คันน้อยนำทางเราไปชมดอกสากุระ หรือ ต้นดอกพญาเสือโครงซึ่งจะเบ่งบาน พร้อมกับดอกสาลี่ดอยขาวแปลก สวยมากค่ะ อยากมีเหล้าสาเกมากินด้วยจัง เมื่อถ่ายรูปกันเสร็จเรากลับมาที่โรงเรียนอีก อาจารย์พาเราไปดูดอกบัวตองต่อ คุยกับเด็กแถวนั้นสักพัก เราก็ลาอาจารย์ออกเดินทางกันต่อ พร้อมกับความคิดในหวที่ว่า “ฉันจะต้องกลับมาตอบแทนคนที่นี่ให้ได้”
เราออกเดินทางมาอีกสักพักค่ะ จนถึง ป่าสนวัดจันทร์ จัดการติดต่อเรื่องที่พักเสร็จก็มาจับจองที่กันค่ะ อ้อ ลืมบบอกไปการไปเที่ยวของเราทุกครั้งจะ ไม่มี บ้านพัก ไม่มีการติดต่อล่วงหน้า กางเต้นท์ ไม่มีร้านอาหารหรู อาหารเย็นทำเอง ตอนแรกๆเลยก็ไม่เข้าใจเหมือนกันน่ะทำไมต้องนอนเต็นท์ ทั้งๆที่บ้านพักก็แพงกว่าไม่เกินร้อย แต่พอได้ใช้ชีวิต แบบนี้แล้วติดใจค่ะ
ตื่นเช้ามาเรานอนอยู่บนทะเลหมอกค่ะ สวยมาก ๆ บริเวณที่พักโดยรอบเป็นป่าสนผืนสุดท้ายของประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุดค่ะ (เค้าว่ามา) ที่นี่เค้าจัดสถานที่สวยมากค่ะ
เราเดินเล่นที่นี่กันสักพักค่ะจนพี่ชายหัวหน้าแก็งค์บอกว่า เราจะเข้าตัวเมือง “ปาย” ระหว่างทางเราแวะโป่งน้ำร้อนท่าปายกันก่อนค่ะ สวยดีค่ะ แต่ไม่เหมาะกับการลงแช่สักเท่าไรเนื่งด้วยมันเป็นลำธารที่สร้างต่อมาจากตาน้ำร้อน เป็นลำธารที่น้ำไม่ลึกค่ะ แช่ขาพอไหว
แล้วเราก็มาถึง “ปาย” ที่นี่เป็นเมืองเล็กๆที่มีเสน่ห์มากมายนัก ภูเขาที่ใหญ่น้อยที่โอบล้อมตัวเมืองไว้ ปาย...อำเภอเล็ก ๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเยือนอย่างไม่ขาด สิ่งที่น่าจะเป็นเอกลักษณ์ของที่นี่น่าจะเป็นตู้ไปรษณีย์สีแดงสด โปสการ์ดทำเองที่มีให้เห็นแถบทุกร้าน เมื่อราตรีมาเยี่ยมเยือน ถนนก็เริ่มครึกครื้น ชาวดอยต่าง ๆ ก็ปูผ้ากันริมถนนขายสินค้าพื้นเมือง ทั้งย่ามทอมือ ผ้าปักหลากสี ร้านค้าต่างๆก็เริ่มเปิดไฟดึงดูดสายตานักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมเยือน อากาศเริ่มเย็นลงเรื่อยๆ เลยแวะกินน้ำขิงร้อนๆสักแก้ว ขอบบอกค่ะว่าร้อนมาก แล้วก็วะกินโรตี อาลี ปาย เรียกน้ำย่อยกันเสร็จแล้ว ก็มานั่งกินข้าวซอยที่ร้านหัวมุมถนน อร่อยดีค่ะ เดินซื้อของกันต่ออีกพัก
เรากลับมาที่วัดจันทร์คืนนี้เป็นคืนส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่พอดี เราซื้อโคมญี่เปงมาปล่อยด้วยค่ะ มีคนเริ่มฉลองกับเรามากมายคนที่ไม่เคยรู้จัก ไม่สนว่าเราเป็นใคร ทำงานอะไร แค่มีความสุขในช่วงเวลานี้ด้วยกันก็พอแล้ว
ตื่นเช้ามาเราออกเดินทางกันต่อค่ะ เราจะไป “หมู่บ้านรวมไท...ปางอุ๋ง” เราออกเดินทางมาเรื่อยๆ ค่ะแวะที่จุดพักรถ ซื้อของฝาก โชคดีค่ะ เค้ามีการแสดงของแต่ละชนเผ่าพอดี แวะดูกันนานพอสมควรก็ออกเดินทางค่ะ
“หมู่บ้านรวมไท...ปางอุ๋ง” หมู่บ้านรวมไทย เป็นหมู่บ้านภายในโครงการพระราชดำริปางตอง 2 (ปางอุ๋ง) ในพระบรมราชินูปถัมป์ของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ โดยพระประสงค์ที่ทรงต้องการให้ "ชาวปางอุ๋งมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุข ตามวิถีของตนเอง" ที่นี่มีนโยบายที่จะจำกัดนักท่องเที่ยวที่เข้าพัก โดยกำหนดให้สามารถกางเต็นท์ได้คืนละไม่เกิน 80 หลัง โดยเรามาถึงที่นี่ตอนห้าโมงเย็นค่ะซึ่งนั่นหมายความว่าไม่มีที่กางเต้นท์อย่างแน่นอน ด้วยความหน้าด้านเอ้ยไม่ใช่ ด้วยความจำเป็นอย่างที่สุดที่เราต้องนอนที่นี่เราเล็งเห็นที่ฝั่งตรงข้ามของทะเลสาบค่ะว่ามันเป็นที่ว่าง เราจึงทำการอุกอาจเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ค่ะ เฮ่อๆ เป็นตำรวจด้วย บริเวณที่เราต้องการพักเป็นที่ของกรมป่าไม้ค่ะ แต่ที่เค้าใม่อณุญาตให้พักเนื่องด้วยวันนี้ มีเจ้านายพระองค์หนึงมาพักค่ะ ทำไงหละงานเนี่ย ด้วยความตื้อที่เรามี พี่ตำรวจใจดียอมให้เราไปพักด้านในได้ค่ะ แต่ต้องเงียบๆ เรามาถึงด้านในนี้ บอกได้เลยค่ะว่า คุ้มค่ามากๆ พระเจ้าสวยได้ใจสุดๆ ตื่นตอนเช้าเรายังงงอยู่เลยนี่เมืองไทยเหรอสวยขนาด
ลักษณะของที่นี่เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่บนยอดเขาสูง ริมอ่างเก็บน้ำเป็นแนวสนที่ปลูกเรียงรายอย่างกลมกลืน ยามพระอาทิตย์ขึ้นจะสะท้อนผืนน้ำเป็นลำแสงสีทองผ่านแนวสน เป็นทะเลสาบที่สวยมาก และเมื่อได้สัมผัสกับแปลงพันธ์ไม้เมืองหนาวหลากสีสันที่ปลูกประดับในโครงการ ฯ ที่มีทั้งกาแฟ ต้นส้ม ดอกป็อปปี้ สวยจนไม่มีคำบรรยายค่ะ ขนาดสายมากแล้วยังมีหมอก และยังหนาวอยู่เลยค่ะสมแล้วที่เค้าว่า "แม่ฮ่องสอน" เป็น " เมืองสามหมอก" ปกคลุมด้วยหมอกตลอดทั้ง 3 ฤดู คือ หมอกน้ำค้างในฤดูหนาว หมอกควันจากไฟป่าในฤดูร้อน และหมอกไอดิน ในฤดูฝน
การมาเที่ยวครั้งนี้ได้สอนอะไรเราหลายอย่าง เค้าบอกว่ายิ่งสูงยิ่งหนาว จริงค่ะ แต่แค่หนาวกายเท่านั้น เพราะที่นี่ยังคงมีน้ำใจและมิตรภาพที่หาได้ยากในเมืองใหญ่ ธรรมชาติที่งดงมตราบที่เราช่วยกันรักษา ..........................กาลครั้งหนึ่งบนดอยสูง
สุดท้ายนี้ขอยกเครดิตรูปทั้งหมดให้กับพี่ชายทั้งสองคนของเรา เนื่องด้วยโค้งที่มีมากเกินความจำเป็นทำให้น้ำในหูเราไม่เท่ากันไม่สามารถควบคุมกระเพาะอาหารได้ และขอโทษด้วยค่ะถ้าทำรูปออกมาไม่สวยเท่าที่ควร
ปล. การไปปายเหมือนได้อยู่ในเมืองของเรา อะไรๆ ก็เป็นชื่อเรา เฮ่อๆ
Pai = ปาย
Pai = ไผ่
ปล. แต่คาดว่าเดือนเมษาคงได้ไปปาย ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด
#1 By ~:-:|3εstzuчα:-:~ on 2008-03-25 20:50